วันนี้ (6 กรกฎาคม 2569) พันเอก เอกวริทธิ์ ชอบชูผล รองโฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า แถลงผลการปฏิบัติงานด้านความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นผลจากการบูรณาการการปฏิบัติงานของทุกหน่วยงานด้านความมั่นคง ภายใต้หลักนิติธรรม การเคารพสิทธิมนุษยชน และการใช้พยานหลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน พร้อมนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างต่อเนื่อง

ตลอดช่วงสองเดือนที่ผ่านมา พบเหตุการณ์ด้านความมั่นคงรวม 27 เหตุการณ์ ประกอบด้วยเหตุลอบยิง 10 เหตุ ลอบวางระเบิด 14 เหตุ และลอบวางเพลิง 3 เหตุ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 9 ราย และบาดเจ็บ 33 ราย โดยเป้าหมายของผู้ก่อเหตุยังคงมุ่งโจมตีเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและเศรษฐกิจของประชาชนในพื้นที่

แม้กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงจะยังคงพยายามสร้างสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง แต่จากการบูรณาการการปฏิบัติงานของทุกหน่วยงาน ทำให้สามารถลดขีดความสามารถของเครือข่ายผู้ก่อเหตุได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยในช่วงเวลาดังกล่าว เจ้าหน้าที่ได้ติดตามบังคับใช้กฎหมาย 28 ครั้ง ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 22 ราย เกิดการตอบโต้กับผู้ก่อเหตุหลายครั้ง ส่งผลให้ผู้ก่อเหตุรุนแรงเสียชีวิต 3 ราย และตรวจยึดอาวุธปืนได้ 4 กระบอก ซึ่งล้วนเป็นผลจากการปฏิบัติเชิงรุก การสืบสวน และการขยายผลไปยังเครือข่ายผู้ร่วมกระทำผิดและผู้ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

ในด้านการปราบปรามยาเสพติด ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งภัยคุกคามสำคัญที่เชื่อมโยงกับปัญหาอาชญากรรมและความรุนแรงในพื้นที่ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมคดียาเสพติดได้ 167 คดี ผู้ต้องหา 201 ราย พร้อมตรวจยึดยาบ้ากว่า 4,875,076 เม็ด ไอซ์ 512 กิโลกรัม เฮโรอีน 16 กรัม และคีตามีน 10.74 กรัม สะท้อนถึงความร่วมมือด้านการข่าว การสืบสวน และการสกัดกั้นของทุกหน่วยงานที่ดำเนินการอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง

รองโฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ยังเปิดเผยถึงผลการคลี่คลายคดีสำคัญหลายคดี อาทิ การจับกุมผู้ก่อเหตุที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุลอบวางระเบิดในเขตเทศบาลนครยะลา การวิสามัญผู้ก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดยะลาและจังหวัดปัตตานี พร้อมตรวจยึดอาวุธปืนที่เชื่อมโยงกับคดีความมั่นคงหลายคดี รวมทั้งการขยายผลจนสามารถออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องในคดีลอบวางระเบิดสถานีบริการน้ำมัน สถานีขนส่งผู้โดยสาร และเหตุการณ์ความรุนแรงอื่น ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ การตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ และพยานหลักฐานเชิงประจักษ์ประกอบการดำเนินคดี จนนำไปสู่การออกหมายจับและจับกุมผู้ต้องหาได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานยังสะท้อนผ่านกระบวนการยุติธรรม ซึ่งปัจจุบันศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา มีคำพิพากษาคดีความมั่นคงแล้ว 50 คดี รวมจำเลย 78 ราย ประกอบด้วยโทษจำคุกตลอดชีวิต 10 ราย จำคุกไม่เกิน 50 ปี 63 ราย และยกฟ้อง 5 ราย แสดงให้เห็นถึงการดำเนินคดีบนพื้นฐานของพยานหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ตามกระบวนการยุติธรรม และทำให้ผู้กระทำผิดต้องได้รับโทษตามกฎหมาย

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ยืนยันว่าจะเดินหน้าบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานในการบังคับใช้กฎหมายต่อผู้ก่อเหตุรุนแรง ผู้ให้การสนับสนุน และผู้กระทำผิดทุกคนอย่างเสมอภาค ภายใต้หลักนิติธรรม การเคารพสิทธิมนุษยชน และความโปร่งใส พร้อมสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับความปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่น และนำพาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไปสู่สันติสุขที่มั่นคงและยั่งยืน

พร้อมกันนี้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ให้ความร่วมมือในการแจ้งเบาะแส และสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่มาโดยตลอด พร้อมย้ำว่าทุกข้อมูลที่ได้รับจะถูกนำไปใช้ในการป้องกันเหตุ ติดตามผู้กระทำผิด และสร้างความสงบเรียบร้อย เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป
ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า
6 กรกฎาคม 2569
#ปาตานีไม่มีจริง
#ปาตานีแค่วาทกรรม
#สันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้
#แม่ทัพภาคที่ 4
#กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า










Users Today : 1116
Users Yesterday : 1787
Users Last 7 days : 14988
Users Last 30 days : 70520
Users This Month : 11239
Users This Year : 310091
Views Today : 1354
Views Yesterday : 2082
Views Last 7 days : 17821
Views Last 30 days : 86282
Views This Year : 378123





