ชวนรู้จัก “วันฮารีรายออีฎิ้ลฟิตริ” อีกหนึ่งวันสำคัญของศาสนาอิสลาม

13

         “วันฮารีรายออีฎิ้ลฟิตริ” เป็นหนึ่งในวันสำคัญยิ่งของพี่น้องชาวมุสลิมทั่วโลก วันที่เต็มไปด้วยความสุข ความศรัทธา และความอบอุ่นของครอบครัว ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองหลังจากผ่านการถือศีลอดตลอดเดือนรอมฎอนอย่างตั้งใจ

 

        คำว่า “ฮารีรายอ” (Hari Raya) มาจากภาษามลายูปัตตานี แปลว่า “วันใหญ่” หรือ “วันอีด” ซึ่งหมายถึงวันแห่งการเฉลิมฉลองอันยิ่งใหญ่ของชาวมุสลิม โดยในรอบหนึ่งปีจะมีวันฮารีรายอ 2 ครั้ง ได้แก่ วันอีฎิ้ลอัฎฮา และ “วันอีฎิ้ลฟิตริ” หรือที่หลายคนเรียกว่า “วันออกบวช”

        สำหรับปี พ.ศ. 2569 การกำหนดวันอีฎิ้ลฟิตริจะขึ้นอยู่กับการดูดวงจันทร์ตามประกาศของจุฬาราชมนตรี โดยกำหนดดูดวงจันทร์ในวันที่ 19 มีนาคม 2569 หลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า หากมีผู้เห็นดวงจันทร์ วันรุ่งขึ้น (20 มีนาคม 2569) จะถือเป็นวันอีฎิ้ลฟิตริ แต่หากไม่พบ จะเลื่อนไปเป็นวันที่ 21 มีนาคม 2569 ทั้งนี้ต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

        วันอีฎิ้ลฟิตริ คืออะไร?

               “วันอีฎิ้ลฟิตริ” ตรงกับวันที่ 1 เดือนเชาวาล ตามปฏิทินอิสลาม เป็นวันสิ้นสุดการถือศีลอดในเดือนรอมฎอนที่ยาวนานตลอด 1 เดือน จึงมักเรียกว่า “วันออกบวช” หรือในบางพื้นที่เรียกว่า “รายาปอซอ” และ “รายาฟิตเราะห์”

               วันสำคัญนี้เปรียบเสมือน “วันแห่งรางวัล” สำหรับผู้ศรัทธาที่สามารถฝึกฝนตนเองได้สำเร็จ ทั้งการงดเว้นอาหาร เครื่องดื่ม และควบคุมจิตใจจากสิ่งยั่วยุต่าง ๆ ตลอดเดือนรอมฎอน อีกทั้งยังเป็นช่วงเวลาที่มุสลิมได้เพิ่มพูนการทำความดี เช่น การละหมาดตะรอวีห์ การทำทาน และการขัดเกลาจิตใจให้บริสุทธิ์

       การปฏิบัติตนในวันอีฎิ้ลฟิตริ

               เช้าวันอีฎิ้ลฟิตริ ชาวมุสลิมจะเริ่มต้นวันด้วยการอาบน้ำสุนัต เพื่อชำระร่างกายให้สะอาดบริสุทธิ์ จากนั้นสวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาด สวยงาม และมีกลิ่นหอม ก่อนเดินทางไปประกอบพิธีละหมาดอีด ณ มัสยิด

               หนึ่งในสิ่งสำคัญที่ต้องปฏิบัติก่อนละหมาด คือ การจ่าย “ซากาตฟิตเราะห์” ซึ่งเป็นการบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ โดยมักใช้สิ่งของที่เป็นอาหารหลัก เพื่อให้ทุกคนได้ร่วมเฉลิมฉลองอย่างทั่วถึง

        เมื่อถึงมัสยิด ผู้ศรัทธาจะทำการละหมาดร่วมกัน โดยมีอิหม่ามเป็นผู้นำ จากนั้นจะนั่งฟังคุฏบะฮ์ (คำสอน) ซึ่งเน้นการดำเนินชีวิตที่ดีงาม การทำความดี และการละเว้นความชั่ว เมื่อเสร็จสิ้นพิธี ทุกคนจะขอพรและขออภัยซึ่งกันและกัน โดยผู้น้อยมักเข้าขอขมาผู้อาวุโส เพื่อเริ่มต้นชีวิตด้วยความบริสุทธิ์ใจ

 บรรยากาศแห่งความสุขและความอบอุ่น

             นอกจากพิธีกรรมทางศาสนาแล้ว วันฮารีรายอยังเป็นช่วงเวลาแห่งการพบปะครอบครัว ญาติพี่น้อง และเพื่อนฝูง หลายคนเดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อใช้เวลาร่วมกัน มีการเยี่ยมเยียนกัน ทำความสะอาดสุสานของผู้ล่วงลับ และแบ่งปันอาหาร ขนมให้กับเพื่อนบ้านและเด็ก ๆ

         อาหารพื้นบ้านที่นิยมในวันฮารีรายอ เช่น “ตูปะ” หรือข้าวเหนียวต้ม รวมถึงขนมพื้นเมืองหลากหลายชนิดที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมท้องถิ่นอันงดงาม

         บ้านเรือนจะถูกจัดตกแต่งอย่างสะอาดเรียบร้อย โดยเฉพาะผู้หญิงในบ้านที่มักเป็นผู้เตรียมอาหารและต้อนรับแขก สร้างบรรยากาศแห่งความอบอุ่นและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

สาระสำคัญของวันอีฎิ้ลฟิตริ

          หัวใจของ “วันฮารีรายออีฎิ้ลฟิตริ” ไม่ได้อยู่เพียงแค่การเฉลิมฉลอง แต่คือการกลับมาทบทวนตนเอง การให้อภัย และการเริ่มต้นใหม่ด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ เป็นวันที่เตือนให้ระลึกถึงคุณค่าของความศรัทธา ความเสียสละ และความเมตตาต่อผู้อื่น

         วันแห่งความสุขนี้จึงไม่ใช่เพียงการสิ้นสุดของการถือศีลอด แต่คือการเริ่มต้นของชีวิตที่ดีงามยิ่งขึ้น ทั้งต่อตนเอง ครอบครัว และสังคมโดยรวม

แม่ทัพภาคที่4

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า