|
จากกรณีที่ เจ้าหน้าที่ได้สนธิกำลังตำรวจ ทหาร จากหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี๒๓ นำกำลังเข้าติดตามจับกุมรวมถึงการตรวจค้นสำนักงานคณะทำงานเพื่อสันติภาพ Working Group on Justice for Peace เมื่อวันที่ ๘ ก.พ.๕๒ เวลา๐๖.๐๐ น. นั้น จากกรณีดังกล่าวคณะทำงานเพื่อสันติภาพฯได้ออกแถลงข่าวเมื่อ ๘ ก.พ.๕๒ เรื่องขอให้ยุติการคุกคาม และเคารพการทำงานของนักสิทธิมนุษยชน และได้เสนอข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล โดยเฉพาะผู้บัญชาการทหารบก และแม่ทัพภาคที่ ๔ ใน ๔ ประเด็นโดยสรุปคือ
๑. ขอให้ยุติการกระทำที่อาจเป็นการคุกคามการทำงานของนักสิทธิมนุษยชน และขอให้เข้าใจและเคารพต่อบทบาทของนักสิทธิมนุษยชน
๒. หน่วยงานข่าวของรัฐควรมีความแม่นยำ น่าเชื่อถือเพื่อมิให้เชื่อได้ว่าเป็นการกลั่นแกล้ง และใส่ร้ายป้ายสีองค์กรเอกชน
๓. หากตรวจพบว่าผู้ก่อความไม่สงบปลอมตัวเป็นนักสิทธิมนุษยชน ขอให้เจ้าหน้าที่สืบหาและนำมาดำเนินคดี และเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
๔. รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคง ต้องปฏิบัติตามกติกาสากลระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคีอยู่อย่างเคร่งครัด
ต่อกรณีดังกล่าว กอ.รมน.ภาค ๔ สน. ขอชี้แจงดังนี้
๑. การเข้าตรวจค้นสำนักงานคณะทำงานเพื่อสันติภาพฯดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องจากในห้วงนี้ วันที่ ๖ ๙ ก.พ.๕๒ จะเป็นการเฉลิมฉลองงานสมโภชเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ซึ่งเป็นงานประจำปีที่สำคัญของจังหวัดปัตตานี มทภ.๔/ผอ.รมน.ภาค ๔ จึงได้สั่งการให้หน่วยเฉพาะกิจปัตตานี ๒๓ ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่จังหวัดปัตตานี เพิ่มความระมัดระวัง และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการก่อเหตุ ซึ่งจากงานด้านการข่าวได้สืบทราบว่านายมะซอเร ดือรามะ ซึ่งเป็นสมาชิกผู้ก่อความไม่สงบระดับหัวหน้าปฏิบัติการ และมีความชำนาญในการประกอบวัตถุระเบิดชนิดแสวงเครื่อง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุวางระเบิดที่ร้านอาหารน้องเฟิร์น เมื่อวันที่ ๔ ธ.ค.๕๐ และเหตุระเบิดรถบัสของหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี ๒๓ เมื่อวันที่ ๑๒ ธ.ค.๕๐ และมีหมายจับทั้งพรก.และป.วิอาญา ได้เข้ามาเคลื่อนไหวและหลบซ่อนตัวอยู่กับกลุ่มรถจักรยานยนต์รับจ้าง ในเขต อ.เมือง จ.ปัตตานี เพื่อเตรียมก่อเหตุ จากการติดตามด้านการข่าวอย่างต่อเนื่องจึงได้รับข่าวสารจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ว่านายมะซอเร ดือรามะ อาจหลบซ่อนอยู่ในบ้านเช่าหอพักหลังร้านอาหารบุลันซีฟูด ซอยหนองจิก ๙ ต.รูสะมิแล อ.เมือง จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นห้องแถว ๖ คูหา รวมทั้งเป็นที่ตั้งสำนักงานของคณะทำงานเพื่อสันติภาพฯ รวมทั้งเป็นที่พักอาศัยของประชาชนรวมอยู่ด้วย ต่อมาเมื่อวันที่ ๘ ก.พ.๕๒ เวลา ๐๖.๐๐น. จึงได้มีการสนธิกำลังทั้งตำรวจ ทหาร จากหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี ๒๓ ใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก เข้าติดตามจับกุมและตรวจค้นห้องแถวดังกล่าว ทั้ง ๖ คูหา ซึ่ง ๑ในนั้นคือสำนักงานของคณะทำงานเพื่อสันติภาพฯ แต่ผลการปฏิบัติไม่พบผู้ต้องสงสัย กอ.รมน.ภาค ๔ สน. ขอเรียนชี้แจงว่าการเข้าดำเนินการดังกล่าว เป็นไปตามข่าวสารที่ได้รับ โดยมีเจตนารมณ์มุ่งเน้นที่จะป้องกันและยับยั้งมิให้มีการก่อเหตุ อันจะนำไปสู่การสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งกระทบต่อการจัดงานของจังหวัดปัตตานี ในการปฏิบัติก็ดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้อง มิได้เป็นการกลั่นแกล้ง หรือกระทำการที่เป็นการคุกคามต่อการทำงานของนักสิทธิมนุษยชนเป็นการเฉพาะ อีกทั้งในขณะตรวจค้น เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติด้วยความละมุนละม่อม และคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอย่างเคร่งครัด
๒. จากนโยบายของมทภ. ๔/ผอ.รมน.ภาค ๔ ที่ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการสร้างความเข้าใจและประสานความร่วมมือระหว่าง
ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการเสริมสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งให้ความเคารพในการทำงานของนักสิทธิมนุษยชน ดังจะเห็นได้จากเมื่อวันที่ ๔ ก.พ.๕๒ มทภ.๔/ผอ.รมน.ภาค ๔ ได้สั่งการให้พล.ต. ประสงค์ กล้าผจญ เลขาธิการศูนย์สันติสุขกอ.รมน.ภาค ๔ สน.และพล.ต. จำลอง คุณสงค์ รองผบ.พตท. เป็นผู้แทนของผอ.รมน.ภาค ๔ และนายทหารในสังกัดจำนวน ๑๐ นาย เข้าร่วมสานเสวนาถักทอสายสัมพัน ธ์ชายแดนใต้ร่วมกับนักสิทธิมนุษยชน นักสันติวิธี และผู้นำในพื้นที่ ซึ่งมีนายโคทม อารียา ผอ.ศูนย์ ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้นำการสานเสวนาฯ รวมทั้งนางอังคณา นีละไพจิตร ก็ได้เข้าร่วมในการสานเสวนาฯ ครั้งนี้ด้วย ซึ่งบรรยากาศในการสานเสวนาฯได้มีการแสดงความคิดเห็นในแนวทางการแก้ปัญหา การสร้างความเข้าใจในมุมมองของแต่ละบุคคลอย่างกว้างขวาง รับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ด้วยความเคารพในบทบาทและความรับผิดชอบ มีการพูดคุยสนทนาอย่างเป็นกันเอง ซึ่งทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันในการแก้ปัญหา จึงเป็นการยืนยันได้ว่า มทภ.๔/ ผอ.รมน.ภาค ๔ ไม่มีนโยบายและสั่งการใดๆ ที่จะกระทำการอันเป็นการคุกคามการทำงานของนักสิทธิมนุษยชนนอกจากนี้ยังมุ่งไปที่การสร้างความเข้าใจและให้ความเคารพต่อบทบาทงานด้านสิทธิมนุษยชน ในการที่จะร่วมมือ และประสานงานอย่างใกล้ชิดในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้
๓. กอ.รมน.ภาค ๔สน. ขอเรียนย้ำว่าจากนโยบายของมทภ.๔/ผอ.รมน.ภาค ๔ รวมทั้งการสั่งการของ ผบ.ทบ. รวมทั้งนโยบายของรัฐบาลนั้น ได้เน้นย้ำ และแสดงให้เห็นว่าการปฏิบัติงานของกำลังพล ทุกส่วน ต้องยึดถือหลักการเมืองนำการทหาร และปฏิบัติตามกติกาสากลระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน อย่างเคร่งครัด การละเมิด หรือไม่ปฏิบัติตามจะต้องถูกสอบสวน และลงโทษตามระเบียบวินัยทหารอย่างเด็ดขาด
|