บทความพิเศษ “กองทัพเคียงคู่ประชาชน” ตอนที่ ๒๒ ความเหมือนบนความแตกต่าง

บทความพิเศษ “กองทัพเคียงคู่ประชาชน”

ตอนที่  ๒๒  ความเหมือนบนความแตกต่าง
                                                                                                                  โดย  ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กอ.รมน.ภาค ๔ สน.

ในห้วงศรัทธาอันบริสุทธิ์แห่งเดือนรอมฎอน  ยังมีกิจกรรมที่มีความสำคัญตามบทบัญญัติศาสนาอิสลามเรียกว่า “เอี๊ยะติกาฟ” ที่จะกระทำช่วงสิบวันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน โดยชาวมุสลิมที่จะเข้าเอี๊ยะติกาฟ ต้องพักอาศัยอยู่ภายในบริเวณมัสยิดตั้งแต่เย็นวันที่ยี่สิบของเดือนรอมฎอนจนกระทั่งคืนสุดท้ายหรือในวันรุ่งเช้าของวันตรุษ “อีดิลฟิตรี” รวมเก้าหรือสิบวันไม่ออกจากบริเวณมัสยิดยกเว้นมี      เหตุจำเป็นเช่น เข้าห้องน้ำ การหาอาหารฯ  ซึ่งผู้เข้า“เอี๊ยะติกาฟ” จะสำเร็จได้นั้นต่อเมื่อผู้นั้นจำเป็นต้องมีเจตนา (เนียต) ที่จะอยู่มัสยิดในช่วงเวลาที่แน่นอนเพื่อทำ อิบาดะฮ์ (สิ่งที่เป็นคำสั่งให้ปฏิบัติและคำสั่งห้ามตามบทบัญญัติในศาสนาอิสลาม) เช่น ถือศีลอด ละหมาด อ่านอัลกุรอานฯ หรือในข้อห้ามข้อละทิ้งเช่น ห้ามทำซีนา (บาปใหญ่) การละทิ้งความหยิ่งยโสความอิจฉาริษยาฯ และด้วยข้อปฏิบัติอันประเสริฐและบริสุทธิ์นี้ย่อมสามารถหล่อหลอมขัดเกลาจิตใจให้มุ่งกระทำแต่สิ่งดีละเว้นความอยากมีอยากได้ กิเลสตัณหาที่จะเป็นเครื่องปรุงแต่งจิตใจให้ลุ่มหลงงมงายไปกับความชั่วและนำไปสู่การกระทำความเลวเบียดเบียนผู้อื่น  ซึ่งในแต่ละปีชาวมุสลิมที่มีความพร้อมจะเข้า “เอี๊ยะติกาฟ” เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้  บรรดาผู้นำศาสนาต่างยังนำ “เอี๊ยะติกาฟ” มาปรับใช้กับลูกหลานชาวมุสลิมที่หลงผิดหรือติดยาเสพติดให้เข้า “เอี๊ยะติกาฟ” เพื่อบำบัดรักษาอาการติดยาเสพติดรวมถึงเยาวชนที่หลงผิดที่ถูกชักจูงไปกระทำความชั่วได้กลับมาเรียนรู้บทบัญญัติอันศักดิ์สิทธิ์ที่ดีงามเพื่อขัดเกลาจิตใจให้สงบบริสุทธิ์และสลัดทิ้งอารมณ์ปราถนาให้หมดไป   โดยหลังจากนี้ก็จะเข้าสู่วันที่ทุกคนเฝ้ารอนั่นคือ วันตรุษอีดิลฟิตรี หรือ “ฮารีรายอ” หรือ “วันรายอปอซอ” เป็นวันเฉลิมฉลองหลังเดือนถือศีลอดที่ชาวมุสลิมจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้า   ชุดใหม่หลากสีและผู้ที่อยู่ไกลก็จะกลับมาบ้านเกิดเพื่อรวมญาติ  ซึ่งหลังจากละหมาดเช้าบรรดาญาติมิตรเพื่อนบ้านก็จะโอบกอดพร้อมการให้สลามขออภัยในสิ่งที่เคยกระทำล่วงเกินไว้พร้อมให้เงินเด็กๆ รวมถึงการจ่ายซะกาตฟิตเราะห์บริจาคทานแก่ผู้ยากจนอนาถา โดยบรรยากาศทั่วไปจะมีแต่ความสุขรอยยิ้มแห่งมิตรภาพซึ่งก็คล้ายคลึงกับเทศกาล “วันตรุษจีน” ที่มีการรวมญาติใส่เสื้อใหม่สีแดงเพื่อไปไหว้สักการะตามศาลเจ้าและการกราบขอขมาขอพรญาติผู้ใหญ่พร้อมแจก “อั่งเปา”      ให้เด็กๆ ตามประเพณีของชาวไทยเชื้อสายจีนนั่นเอง

เหล่านี้นั่นคือ ความมหัศจรรย์บนโลกใบนี้ที่สรรสร้างความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ศาสนา วัฒนธรรมที่มีความผสมผสานเป็นความเหมือนบนความแตกต่างได้อย่างกลมกลืน แล้วมนุษย์เราจะแบ่งแยก แบ่งพวก แบ่งกลุ่มอย่างโง่เขลาต่อไปอีกทำไมเพราะทุกศาสนาต่างมีแก่นแท้ที่คล้ายหรือเหมือนกันคือมุ่งให้กระทำความดี  การที่โลกมีหลายศาสนานั้นอาจเป็นเพียงการกำหนดเครื่องยึดเหนี่ยวเพื่อควบคุมมนุษย์โลกที่มีอยู่จำนวนมากเพื่อให้ทุกคนได้เรียนรู้ความหลากหลายและสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบและสันตินั่นเอง .

ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กอ.รมน.ภาค ๔ สน.