บทบาทผู้นำศาสนาต่อการแก้ปัญหาชายแดนใต้

บทบาทผู้นำศาสนาต่อการแก้ปัญหาชายแดนใต้

      ความร่วมมือจากองค์กรภาคส่วนต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค ๔ ส่วนหน้า ได้นำมาเป็นหนึ่งในหลายข้อของนโยบายสานใจสู่สันติ โดยเฉพาะองค์กรด้านศาสนา เนื่องจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่ผ่านมา กลุ่มก่อเหตุได้นำศาสนามาบิดเบือนเพื่อให้คนหลงผิด กระทำในสิ่งที่ ตรงข้าม สร้างความสูญเสียเหลือคณานับ จำเป็นที่ต้องนำหลักศาสนาที่ถูกต้องและผู้ที่มีความรู้เป็นที่ยอมรับเข้ามาร่วมแก้ไข ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเอกสารการบิดเบือนเรื่อง “เบอร์จิฮาด ดิปัตตานี” ที่พบในเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะ เมื่อปี ๒๕๔๗ ซึ่งได้นำศาสนา ประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ มาเชื่อมโยงให้เกิดความฮึกเหิม จนกระทั่งเข้าร่วมขบวนการและก่อเหตุ นอกจากสร้างเสียหายต่อชีวิตผู้อื่นแล้ว และยังสร้างความเสื่อมเสียต่อภาพลักษณ์ของศาสนาอีกด้วย ซึ่งเรื่องดังกล่าว    แม้สำนักจุฬาราชมนตรีพร้อมคณะกรรมการอิสลามทั่วประเทศ ได้ทำการชี้แจงข้อเท็จจริงให้เป็นที่ทราบโดยทั่วกันแล้ว แต่ก็ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่พร้อมจะเกิดเป็นเงื่อนไขอยู่ตลอดเวลา ด้วยเหตุดังกล่าวกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค ๔ ส่วนหน้า และองค์กรทางศาสนาจึงได้หันหน้าเข้าหากัน ร่วมกันสร้างความเข้าใจเพื่อจะแก้ปัญหาร่วมกัน ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรทั้งสองเริ่มตั้งแต่นั้นมา

       นอกจากการให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหาต่างๆ แล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสององค์กร เป็นไปอย่างใกล้ชิด  และมีการพัฒนาความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง ถ้าหากติดตามงานด้านมวลชนของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค ๔ ส่วนหน้า มาตั้งแต่ต้น จะเห็นว่ากิจกรรมการพบปะเสวนา เป็นหนึ่งในแผนงานโครงการประจำปีที่มีมาจนปัจจุบัน ซึ่งสร้างความสนิทสนม ความไว้เนื้อเชื่อใจ กลายเป็นสายสัมพันธ์ระหว่างองค์กรตลอดจนส่วนบุคคล ส่งเสริมการปฏิบัติงานทางราชการได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการร่วมมือร่วมใจร่วมพลังความคิดเห็น นำไปสู่การสร้างสรรค์สังคมให้เกิดความสันติสุข อย่างเช่นการเกิดขึ้นของโมเดล“กัมปงตักวา”หรือ“ชุมชนศรัทธา” ซึ่งเป็นชุมชนที่อาศัยหลักคำสอนของศาสนาในการปฏิบัติของสมาชิกชุมชนต่อตนเอง ต่อครอบครัว และต่อสังคม บนพื้นฐานการเกรงกลัวต่อพระเจ้า อีกทั้ง ยังกำหนดกฎเกณฑ์กติกาภายในชุมชนเรียกว่า “ฮูกมปากะ” เป็นมาตรการด้านสังคมเสริมมาตรการด้านศาสนาสำหรับยึดถือและปฏิบัติร่วมกัน

 

        ความร่วมมือที่เห็นชัดอีกประการหนึ่งคือ เรื่องยาเสพติด ซึ่งผู้นำศาสนาก็ให้ความสำคัญเรื่องนี้เป็นอย่างมาก  นายแวดือราแม มะมิงจิ ประธานคณะกรรมอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี กล่าวว่า “ยาเสพติดเป็นปัญหาที่ผู้นำศาสนาทุกระดับตระหนัก การแก้ปัญหาในบางครั้งต้องอาศัยอำนาจ กฎหมาย รวมทั้งกำลังเจ้าหน้าที่ ซึ่งที่ผ่านมาได้รับความช่วยเหลือและร่วมมือจากเจ้าหน้าที่รัฐเสมอมา ซึ่งสอดคล้องกันกับฝ่ายที่แก้ปัญหาของภาครัฐ มองว่าการใช้กฎหมายบังคับอย่างเดียวก็ไม่อาจทำทุกอย่างให้สำเร็จ เหนืออื่นใดการบังคับด้วยจิตสำนึกของตนเองเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ต้องอาศัยหลักการทางศาสนาควบคู่กันไป ทำให้เกิดโครงการที่เป็นการบูรณาการร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมเช่น โครงการ  ญาลานันบารู โครงการมัสยิดสานใจต้านภัยยาเสพติด เป็นต้น

      นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอีกมากมายที่กลายเป็นต้นตอของปัญหา เช่น ความไม่เป็นธรรม ความยากไร้ ความคับแค้น อีกทั้งความไม่เข้าใจในความแตกต่างของวัฒนธรรมวิถีชีวิต ซึ่งจะนำไปสู่การกระทำอันเป็นเงื่อนไข สำหรับในประเด็นดังกล่าวได้มีการปรึกษาหารือร่วมกันระหว่างฝ่ายความมั่นคงและตัวแทนคณะกรรมการอิสลาม และได้ร่วมกันวางมาตรการป้องกันโดยออกเป็นระเบียบปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีทั้งข้อห้าม และข้อควรปฏิบัติเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในพื้นที่

       โดยนิตินัย คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด เป็นองค์กรภายใต้พระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม ปัจจุบันฉบับปี พ.ศ.๒๕๔๐ มีหน้าที่ให้คำปรึกษาและเสนอความเห็นเกี่ยวกับศาสนาอิสลามต่อผู้ว่าราชการจังหวัด และกำกับดูแลตรวจตราการปฏิบัติงานของคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดในจังหวัด และอื่นๆ ในด้านศาสนา   ส่วนในอีกมิติหนึ่ง คณะกรรมอิสลามคือบุคคลที่ได้รับการยอมรับ นับถือ ศรัทธาจากชาวมุสลิมในฐานะเป็นผู้นำทางศาสนา เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นโต๊ะครูหรือเจ้าของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา อีกทั้งเป็นเสมือนผู้นำด้านความคิด ผู้นำด้านปฏิบัติ รวมทั้งผู้นำด้านจิตวิญญาณที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมศาสนิกชนมุสลิมทั้งหลาย

 

      ในบางประเทศในตะวันออกลาง เช่นประเทศอิหร่าน ในอดีตผู้นำศาสนาเป็นผู้นำประเทศโดยตรง เพราะศาสนาอิสลามไม่ได้แยกการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ออกจากกัน ทุกอย่างล้วนอยู่ภายใต้หลักการของศาสนาทั้งสิ้น ฉะนั้นความรับผิดชอบของผู้นำศาสนา (หรืออิหม่าม) ต้องรับผิดชอบในทุกด้านในสังคมและประเทศ เช่นเดียวกันผู้นำศาสนาอิสลามในประเทศอื่น รวมทั้งประเทศไทย ต่างก็มีความตระหนักเช่นเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันไม่เพียงแต่ทำหน้าที่ให้คำแนะนำตามหน้าที่ที่กำหนดในพระราชบัญญัติเท่านั้น หากแต่ยังให้ความร่วมมือในทุกด้าน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาความไม่สงบซึ่งกำลังเกิดขึ้นในขณะนี้

    ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ.๒๕๕๗ นายแวดือราแม มะมิงจิ ประธานคณะกรรมอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี    ได้นำคณะกรรมอิสลาม ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าอวยพร พลโท สกล ชื่นตระกูล ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค ๔ อันเป็นธรรมเนียมการปฏิบัติที่ติดต่อกันมา เพื่อแสดงถึงมิตรไมตรีและเจตนาที่รักษาความสัมพันธ์อันดี และยืนยันถึงความร่วมมือในวันข้างหน้า ได้กล่าวตอนหนึ่งในระหว่างการพบปะเสวนาว่า “หน้าที่ของผู้นำศาสนาคือการสร้างความสันติสุข ที่ผ่านมาคณะกรรมการอิสลามในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ให้ความร่วมมือมาตลอดจนกระทั่งปัจจุบัน และยังคงยินดีที่จะให้ความร่วมมือในทุกๆ ด้าน ตลอดไป แม้คนที่เป็นแม่ทัพจะต้องเปลี่ยนตามวาระ แต่ในฐานะผู้นำศาสนายังต้องรับผิดชอบในฐานะความเป็นบ่าวขององค์อัลลอฮไม่มีวันสิ้นสุด”ส่วนพลโท สกล ชื่นตระกูล ได้กล่าวตอบในโอกาสเดียวกันว่า “แม้ผู้อำนวยการไม่ได้เป็นบ่าวขององค์อัลลอฮ แต่ยินดีที่จะเป็นบ่าวของบ่าวในการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมที่จะรับใช้ในทุกเรื่องในการแก้ปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ก้าวหน้าสู่ฝันสันติสุขไปพร้อมๆ กัน”

ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า