แผนการเก่าผู้ก่อเหตุรุนแรงภาคที่ ๒ (จากปะลุกาสาเมาะถึงแม่ลาน)

แผนการเก่าผู้ก่อเหตุรุนแรงภาคที่ ๒ (จากปะลุกาสาเมาะถึงแม่ลาน)

     เหตุการณ์คนร้ายบุกเข้ายิงนายเจ๊ะมุ มะมัน พร้อมครอบครัวขณะกลับจากมัสยิดทำให้ลูกชายเสียชีวิต ๓ คน เมื่อคืนวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ทำให้เกิดการประณามที่พุ่งเป้าความสงสัยมายังเจ้าหน้าที่พร้อมเรียกร้องให้นำคนร้ายมาลงโทษโดยเร็ว หลังจากนั้นคนร้ายได้ปฏิบัติการในลักษณะของการตอบโต้ด้วยการยิงนางเบญจพร เกื้อทุ้ง ภรรยาเจ้าหน้าที่ตำรวจ และ นางสาวศยามล แซ่ลิ้ม พนักงานธนาคารกรุงเทพขณะเดินทางกลับบ้าน และใช้น้ำมันราดจุดไฟเผาทั้งสองศพ พร้อมกับวางใบปลิวระบุว่าเป็นการแก้แค้นให้กับครอบครัวนายเจะมุฯ และที่หนักที่สุดคือการยิงชาวไทยพุทธขณะตักบาตรทำให้พระมรณภาพ  ๑ รูป และมีประชาชนเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก  สร้างความหวาดระแวงระหว่างชาวไทยพุทธกับมุสลิมและระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ อีกทั้งยังมีใบปลิวพร้อมข่าวลือที่เตือนให้คนมุสลิมระวังเจ้าหน้าที่ที่มีพฤติกรรมกำลังจะทำร้ายคนมุสลิมกระจายไปทั่ว ทำให้บรรยากาศแห่งความหวาดกลัวและหวาดระแวงปกคลุมพื้นที่อีกครั้ง

     เหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวไม่ใช่เพิ่งจะเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก หากแต่เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งในอดีต เช่น เมื่อเดือนธันวาคมปี ๒๕๕๕ คนร้ายใช้รถยนต์กระบะยิงร้านน้ำชาที่ตำบลตันหยงลิมอ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ทำให้มีผู้เสียชีวิตซึ่งเป็นมุสลิม ๔ คน ต่อมาได้ยิงรถโดยสารสองแถว ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน  ๒ คน ในจำนวนนี้มีไทยพุทธเสียชีวิต ๑ คน หลังจากนั้นไม่นานคนร้ายยิงร้านขายข้าวของชาวไทยพุทธที่บ้านเนียง ตำบลท่าสาป อำเภอเมือง จังหวัดยะลา พร้อมใบปลิวที่มีข้อความว่าเป็นการล้างแค้นเหตุการณ์ร้านน้ำชาที่นราธิวาส ซึ่งเป็นปฏิบัติการของกลุ่มผู้ก่อเหตุในสร้างความแตกแยกและโยนความผิดให้กับเจ้าหน้าที่ และเป็นสูตรสำเร็จที่นำมาใช้ได้ผลทุกครั้ง เช่นเดียวกับเหตุการณ์ยิงครอบครัวนายเจ๊ะมุฯ ครั้งนี้ ซึ่งหลายฝ่ายต่างเชื่อว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ เนื่องจากเป้าหมายเป็นคนมุสลิม และคนร้ายแต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่พร้อมอาวุธสงครามอีกทั้งการก่อเหตุอย่างโหดเหี้ยมราวกับต้องการฆ่าล้างครอบครัวซึ่งไม่เว้นแม้กระทั่งเด็ก

     ย้อนอดีตเหตุการณ์รุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะเห็นว่ามีหลายๆ ครั้งที่มีลักษณะโหดเหี้ยมเช่นนี้ โดยในระยะเริ่มแรกจะพบเห็นบ่อยมากที่สุด คือการฆ่าเชือดคอ หรือฆ่าแล้วราดน้ำมันจุดไฟเผา และที่น่าสลดใจมากที่สุดคือเหตุการณ์ที่วัดพรหมประสิทธิ์ อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี ทำให้มีพระมรณภาพ ๑ รูป พร้อมเด็กวัด ๒ คนเสียชีวิต และอีกหลายๆ หลายเหตุการณ์ ซึ่งล้วนเป็นฝีมือของกลุ่มก่อเหตุรุนแรงอย่างชัดเจนโดยไม่ต้องสงสัย เพราะคนร้ายทิ้งใบปลิวระบุการกระทำเกือบทุกครั้ง  ซึ่งต่อมาได้รับการเปิดเผยจากผู้ที่อยู่ในขบวนและออกมารายงานตัวต่อทางการว่า ความโหดเหี้ยมคือแผนการที่ต้องการสร้างให้เกิดความหวาดกลัว และกดให้ประชาชนอยู่ภายใต้อำนาจ และต้องการสร้างความแตกแยกระหว่างประชาชน จึงจำเป็นต้องทำทุกวิถีทางโดยไม่เลือกเป้าหมายไม่ว่าไทยพุทธและมุสลิม นอกจากนี้ผู้ลงมือปฏิบัติเองก็ไม่อาจละเว้นเมื่อเป็นคำสั่งเพราะคนเหล่านั้นตกอยู่ภายใต้กฎของการซุมเปาะห์ ในการเข้าร่วมขบวนการ

     นอกจากกฎของการซุมเปาะห์แล้ว ผู้ที่ออกมารายงานตัวยังได้เปิดเผยอีกว่า ผู้ก่อเหตุหรือที่ว่า “นักรบญิฮาด” ยังได้รับการบ่มเพาะอุดมการณ์ปลูกฝังความรู้สึกทั้งด้านประวัติศาสตร์ ศาสนา วัฒนธรรม และนำเรื่องการ “ญิฮาด”มาแปลความหมายว่าเป็นการต่อสู้เพื่อแบ่งแยกดินแดน ซึ่งหมายรวมถึงการเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ รวมทั้งข้าราชการทั้งไทยพุทธและมุสลิมที่เป็นฝ่ายตรงข้ามหรือผู้ทรยศ เรื่องนี้สอดคล้องกับเอกสารการปลุกระดม“เบอร์ญิฮาดดิปัตตานี” หรือการ “การต่อสู้ในทางศาสนาที่ปัตตานี” ที่ค้นพบจากตัวผู้ก่อเหตุที่เสียชีวิตในเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะเมื่อปี ๒๕๔๗ ซึ่งเป็นเอกสารการปลุกจิตสำนึกการต่อสู้ โดยนำหลักศาสนามาบิดเบือน แก้ไข เพิ่มเติมข้อความเพื่อให้เกิดการก่อเหตุที่รุนแรง โหดเหี้ยม ไร้มนุษยธรรม แม้กระทั่งบิดามารดา เอกสารฉบับนี้ยังระบุว่าสามารถฆ่าได้ ดังข้อความที่ปรากฏในวรรคหนึ่งมีใจความสรุปได้ว่า “อย่าได้เอาบิดามารดามาเป็นผู้นำ ถ้าเขาหันเหออกจากความศรัทธา เพราะการเป็นบิดามารดาเป็นเพียงรูปธรรมเท่านั้น แต่ในนามธรรมนั้นผู้ที่หันเหและทรยศนั้นไม่ได้เป็นคนของกลุ่มเราอีกต่อไป ศัตรูที่ยิ่งใหญ่ของผู้ศรัทธาคือผู้ทรยศ และจงฆ่าพวกเขาเสีย”

     นี่คือคำตอบว่าทำไมกลุ่มก่อเหตุรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ถึงได้กระทำการอันโหดเหี้ยมผิดมนุษย์  นับเป็นการบิดเบือนที่อันตรายต่อสังคม และเป็นการทำลายศาสนาอย่างไม่น่าให้อภัย แม้ว่าสำนักจุฬาราชมนตรี ได้ออกหนังสือชี้แจงข้อเท็จในเรื่องดังกล่าวแล้ว แต่กลุ่มก่อเหตุยังคงนำมาใช้ ซึ่งทำให้เกิดเหตุการณ์ที่โหดร้าย อย่างไม่คาดคิดเช่นที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงที่ตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ ถูกเจ้าหน้าที่กดดัน การติดตามปิดล้อมอย่างหนัก อย่างเช่นการยึดเทือกเขาบูโด ซึ่งทำให้กลุ่มก่อเหตุไม่สามารถใช้เป็นที่หลบซ่อนได้อีก และล่าสุดได้ขยายผล  ปิดล้อมเทือกเขาตะเว ค้นพบค่ายพักและที่ซ่อนอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมาก ทำให้กลุ่มก่อเหตุต้องเสียฐานที่มั่นแหล่งสำคัญๆ เกือบหมดสิ้น จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนที่หลบซ่อนเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านอีกครั้งหนึ่ง

     สิ่งที่ยืนยันถึงเรื่องดังกล่าวอีกประการหนึ่งคือ ใบปลิวที่มีข้อความเตือนคนมุสลิมให้ระวังจากเจ้าหน้าที่ ที่มีพฤติกรรมจะทำร้ายมุสลิม ซึ่งระบุในตอนท้ายว่าพร้อมที่ช่วยเหลือปกป้องคนมุสลิมจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้เพื่อที่กลุ่มก่อเหตุที่สูญเสียฐานที่มั่นจากเทือกเขา จะได้กลับเข้ามาอาศัยในหมู่บ้านเป็นที่หลบซ่อนอีกครั้งหนึ่ง โดยประชาชนที่หลงเชื่อข่าวลือคอยอำนวยความสะดวกและให้ที่หลบซ่อน และยังสอดคล้องกับความพยายามในการก่อเหตุที่รุนแรงเพื่อโหมไฟแห่งความแตกแยก ความหวาดระแวง อันเป็นการสร้างภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการหลบภัยในหมู่บ้านได้อย่างปลอดภัย

ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค ๔ ส่วนหน้า