บทความพิเศษ “กองทัพเคียงคู่ประชาชน”

บทความพิเศษ  “กองทัพเคียงคู่ประชาชน”

     เมื่อกล่าวถึง “กรุงชิง” ผืนป่าบนเทือกเขาหลวง จ.นครศรีธรรมราช สถานที่อันมีมนต์เสน่ห์แห่งความงามความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติและเป็นตำราเล่มใหญ่ที่เหล่านักอนุรักษ์  นักท่องเที่ยวและผู้สนใจศึกษาธรรมชาติ  ต่างมุ่งแสวงหาเดินทางมาศึกษาวิจัย  ท่องเที่ยว  ถ่ายภาพบรรดาพืชพรรณและสัตว์น้อยใหญ่ที่มีอยู่อย่างหลากหลายชนิด และที่นี่ยังเป็นแหล่งต้นน้ำที่มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของประชาชนชาวกรุงชิงมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษที่ได้อาศัยความสมบูรณ์ของผืนป่าแห่งนี้ล่อเลี้ยงชีวิตรุ่นต่อรุ่นด้วยความเอื้ออาทรของ “คนคู่กับป่า” มาอย่างช้านาน  แต่ด้วย “ความเจริญ” ที่คืบคลานเข้ามาอย่างรวดเร็วนั้นทำให้วิถีชีวิตและ ความเป็นอยู่ของชาวบ้านได้เปลี่ยนแปลงไปโดยขาดการเรียนรู้อย่างผสมผสาน การทำร้ายป่าอย่างถาโถมโดยไร้ซึ่งการเติมเต็ม ไร้ซึ่งการปลูกทดแทน  กอปรกับความเห็นแก่ตัวการขาดจิตสำนึกของคนบางกลุ่มจึงทำให้เกิดการแก่งแย่งในการ จับจองที่ดินการลักลอบตัดไม้เพื่อเปลี่ยนแปลงพื้นที่ในการนำมาใช้ประโยชน์ ดังจะเห็นได้ว่า  แค่ห้วงเวลาเพียงไม่กี่ปี จากผืนป่า... ได้กลายสภาพเป็นแปลงเกษตร  มีการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเกิดขึ้น ในหลายจุด จากต้นไม้ใหญ่...ที่เคียงคู่ผืนป่าอันมีรากยึดโยงหน้าดินมาหลายต่อหลายรุ่นได้ถูกโค่นแปลงสภาพเป็นสวนยางพารา สวนปาล์ม  สวนทุเรียนและผลไม้ขยายวงกว้างกว่า ๑๐๐ ไร่  ด้วยการกระทำที่เป็นศัตรูตัวร้ายเสมือนปลวกที่กัดกิน ตำราเล่มใหญ่แห่งนี้ทำให้พื้นที่ป่าหดหายไปอย่างรวดเร็วจนเกิดปรากฏการณ์  “ขนมชั้น”  ในหลายพื้นที่ และนี่คือปัจจัยหลักของการเกิดอุทกภัย “ป่าร้องไห้” ทั้งน้ำป่าที่ไหลหลากอย่างรวดเร็ว ทั้งการสไลด์ของ   หน้าดินจากที่สูงไล่ระดับลงสู่ที่ต่ำและได้ก่อตัวสะสมในแต่ละชั้นรวมกับน้ำฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นคลื่น ดินโคลนถล่มอย่างรุนแรงและได้สร้างความหายนะ  คร่าชีวิต  ทำลายทรัพย์สินของประชาชนต่อเนื่องเป็นประจำและได้ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกปีเปรียบเสมือนสัญญาณเตือนภัยร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามาแต่ได้ถูกละเลย ไม่แยแสกับ มหันตภัยที่รอวันจะทำลายทุกสิ่ง จนกระทั่งในห้วงเดือนธันวาคม ๒๕๕๙ ถึงต้นเดือนมกราคม ๒๕๖๐ ได้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในรอบ ๓๐ ปีที่ผ่านมาในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช  ซึ่งได้สร้างความเสียหายรวม ๑๔ อำเภอ ๕๐ ตำบล ๒๙๐ หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบกว่า ๑๒๓,๐๐๐ คน ถนนเสียหาย ๑๒๐ สาย สะพาน/คอสะพานเสียหากว่า  ๓๐  แห่ง  รวมมูลค่าความเสียหายครั้งนี้ประมาณ  ๑๒๐  ล้านบาท  โดยพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายรุนแรงและต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนคือ พื้นที่ ต.กรุงชิง อ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช  เส้นทางสัญจรหลายแห่งถูกตัดขาด ประชาชนกว่า ๓,๐๐๐ ครัวเรือนต้องถูกตัดขาดไร้การติดต่อสื่อสาร  ไร้ที่พักอาศัย  ขาดอาหาร  เสื้อผ้า  ยารักษาโรค  รวมถึงสภาวะจิตใจของผู้รอดชีวิตที่มีแต่ความหวาดกลัวท้อแท้หมดหวังกับความสูญเสีย บ้านเรือน ทรัพย์สินที่ถูกกลืนหายไปพร้อมกระแสน้ำ และทุกชีวิตต่างเฝ้าใจจดจ่อรอคอยความหวังอยากให้มีผู้เข้ามาช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด

     ภายหลังจากที่ได้รับรายงานสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ทางภาคใต้ ในวันเดียวกัน พล.ท.ปิยวัฒน์  นาควานิช แม่ทัพภาคที่ ๔ ได้เรียกประชุมด่วนเพื่อ “วางแผน”การให้ความช่วยเหลือประชาชน  ในพื้นที่ห่างไกลที่เส้นทางถูกตัดขาด อาทิเช่น พื้นที่ในตำบลกรุงชิง อำเภอนบพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราช ด้วยสภาพพื้นที่ที่มีลักษณะโอบล้อมด้วยภูเขาทำให้หลายหมู่บ้านต้องประสบภัยรุนแรงจนบางจุดน้ำเอ่อท่วมพื้นที่ไม่เหลือสภาพของหมู่บ้านและบางจุดเห็นแต่ยอดหลังคาบ้านเพียงไม่กี่หลัง ชาวบ้านต่างวิ่งหนีขึ้นที่สูงเพื่อหลบภัยอาศัยตามไหล่เขา  ดังนั้น   การเข้าให้ความช่วยเหลือจึงกระทำอย่างยากลำบากและต้องเตรียมการด้วยความระมัดระวังเพื่อป้องกันการเกิดเหตุซ้ำซ้อน การปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือครั้งนี้ พล.ท.ปิยวัฒน์  นาควานิช  แม่ทัพภาคที่ ๔ ได้วางแผนให้หน่วยบินทหารบกอโณทัย (จ.ปัตตานี) เป็นหน่วยหลักในปฏิบัติการช่วยเหลือทางอากาศโดยการใช้เฮลิคอปเตอร์เป็นยานพาหนะลำเลียงอาหาร ยารักษาโรค เสื้อผ้า รวมถึงการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเพื่อนำไปพักรักษาตัว ซึ่งในการเข้าช่วยเหลือบริเวณดังกล่าวนี้ ทีมปฏิบัติการซึ่งนำโดยแม่ทัพภาคที่ ๔ จำเป็นต้องวางแผนและพิกัดในปฏิบัติการอย่างรอบคอบและรัดกุมท่ามกลางสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยในการปฏิบัติการ แต่ด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจ ในการทำงานให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างไม่ย่อท้อ  ทุกคนร่วมกันคิด ร่วมทำ ร่วมใจจนทำให้ปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่  ตำบลกรุงชิง  สามารถดำเนินการได้ อย่างรวดเร็วและสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยและผู้ประสบภัยได้ทันท่วงที นอกจากนี้  ด้วยความห่วงใยของรัฐบาลและการดำเนินงานติดตามการปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง  ภายหลังจากที่ แม่ทัพภาคที่ ๔ เสร็จจากภารกิจการให้ความช่วยเหลือชาวบ้านผู้ประสบภัยในพื้นที่ตำบลอื่น ที่ใกล้เคียงแล้ว  พล.ท.ปิยวัฒน์  นาควานิช ยังได้เดินทางไปยังหมู่บ้านที่ได้รับความเสียหายในตำบลกรุงชิง (ซ้ำ) เพื่อตรวจสภาพความเสียหายพร้อมติดตามผลการปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือซ่อมแซม/สร้างบ้านประชาชน  โรงเรียน  ถนน  การซ่อมแซมสะพานเชื่อมต่อระหว่างหมู่บ้าน พร้อมมอบถุงยังชีพให้กับชาวบ้าน รวมถึงการรับฟังปัญหาแนวทางการแก้ไข  พบปะ และพูดคุยให้กำลังใจพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยซึ่งได้สร้างความซาบซึ้งใจและต่างขอบคุณในความห่วงใย ของท่านนายกรัฐมนตรี  กองทัพ รวมถึงทุกฝ่าย โดยเฉพาะการเข้าให้ความช่วยเหลือของกองทัพภาคที่ ๔ ซึ่งมี พล.ท.ปิยวัฒน์  นาควานิช เป็นแม่ทัพ ที่ให้ความสำคัญและเข้าร่วมปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว... ดังคำที่ว่า “กองทัพเคียงคู่ประชาชน” ได้อย่างแท้จริง

     จากเหตุการณ์ที่ธรรมชาติทวงคืนทุกสิ่งนี้  ความสูญเสีย  ความทรงจำและคราบน้ำตาย่อมตอกย้ำให้ทุกฝ่ายควรหันมาตระหนักและทบทวนการสร้างสมดุลของ “คนกับป่า” มากกว่าการสรรหาก่อสร้างสิ่งต่างๆ เพื่อต่อสู้กับธรรมชาติซึ่งสุดท้ายเราก็พบกับความพ่ายแพ้ที่ธรรมชาติสั่งสอนมนุษย์เรื่อยมา บทเรียนของการแก้ไขภัยธรรมชาติน่าจะหันมาลองทบทวนหลักของ “การแก้ไขปัญหาธรรมชาติด้วยตัวของธรรมชาติเองโดยมนุษย์เป็นผู้สร้างธรรมชาตินั้นขึ้นมา”  ดังนั้น  เมื่อป่าที่เป็นทรัพย์ของแผ่นดินได้ถูกทำลายจึงเป็นหน้าที่ของ “ทุกคนในชาติ” ที่ต้องร่วมมือ ร่วมใจ และร่วมทำ ช่วยกันปลูกต้นไม้ หวงแหน อนุรักษ์ผืนป่าของแผ่นดินไทยไม่ให้ถูกรุกรานและเมื่อคนได้มอบความรักให้กับป่าแล้ว แน่นอนว่า ป่าย่อมตอบแทนความรักให้กับคนตามความสมดุลที่ธรรมชาติได้สร้างไว้

ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า