บทความพิเศษ “กองทัพเคียงคู่ประชาชน” ตอนที่ ๖๑ : ข่าวลือ...หนึ่งในภัยคุกคาม “ความสุข” ในสังคม จชต.

บทความพิเศษ  “กองทัพเคียงคู่ประชาชน”

ตอนที่ ๖๑ : ข่าวลือ...หนึ่งในภัยคุกคาม “ความสุข” ในสังคม จชต.

“ความสุข”  มักถูกคุกคามด้วย “การกระทำ” ฉันใด...  ในทุก “การกระทำ” มักเกิดจาก  “ใจตัวเรา” ฉันนั้น...” นี่อาจเป็นคำเปรยส่วนหนึ่งใน “บริบทแห่งความสุข” ที่ “สังคม” กำลังเผชิญหน้าอยู่...

     “วงสนทนา”  ในร้านน้ำชายามเช้ายังคงเป็นที่รวมผู้คนในสังคมแบบบ้านๆ ซึ่ง “คนในเมือง” คงยากจะเห็นภาพบรรยากาศการนั่งจิบกาแฟพูดคุยพบปะมิตรสหายเนื่องด้วยสภาพความเป็นอยู่ที่ทุกเช้าของวันทำงานต่างแน่นขนัดติดแง็กอยู่บนท้องถนน  “สังคมออนไลน์”  จึงเป็นพื้นที่ ผ่อนคลายคนเมืองในยามรถติดจนกลายเป็น “คนติด” ที่เกือบทุกเวลาไม่พ้นจะหยิบหรือเหลือบตามอง แชท ไลน์ ข้อความในกลุ่มต่างๆ ซึ่งได้ขยายวงกว้างเป็นที่นิยมของผู้คนส่วนใหญ่ทั้งในสังคมเมืองและสังคมท้องถิ่นทั่วไปที่ต่างนิยมเสพ “ข่าวสาร” ในช่องทาง “ออนไลน์” และทำให้หลายคนได้ใช้พื้นที่นี้มาเป็นอาชีพ  แต่การสนทนาในสองอย่างนี้ย่อมมีบรรยากาศต่างกัน เราเห็นได้จาก “วงสนทนา” ที่ได้พบปะเจอหน้านั้น ในขณะที่ได้พูดคุยถึงเรื่องราวต่างๆ แห่งความน่าชื่นชมยินดีหรือในความสำเร็จต่างๆ ทั้งเรื่องกีฬา การศึกษาหรือข่าวการให้ช่วยเหลือสังคมขององค์กรต่างๆนั้นบรรยากาศต่างอบอวลไปด้วย รอยยิ้มเสียงหัวเราะใบหน้าแววตาที่ชื่นชมยินดีซึ่งในทางกลับกันเมื่อเริ่มเอ่ยถึงเรื่องราวอันน่าเศร้าหรือข่าวในภาพลบทันใดนั้นได้กลบรอยยิ้มผู้ฟังจนบางครั้งแม้กระทั่งคนเล่ายังมีท่าทางมือป้องปากกระซิบเบาๆ เพราะเกรงอาจจะมีเรื่องตามมาถึงตัวเอง  ซึ่งสิ่งเหล่านี้เสมือนเงาสะท้อนที่ชี้วัดให้สังคมเห็นได้ว่า “รอยยิ้มแห่งความสุข” ของผู้คนทั่วไปนั้นคงไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการเล่าสู่กันฟังในข่าวสารแง่ลบ ยกเว้นจักเกิดกับคนในกลุ่มพวกจ้องทำลายผู้ไม่หวังดีต่อสังคมและประเทศชาติที่บางครั้งในความวุ่นวายสับสนและความโศกเศร้าอาจมีเสียงหัวเราะที่แผดดังออกมาจากกลุ่มคนเลวและทุกกลุ่มที่มี ใจคิดคดจ้องทำลายมันจึงเป็น “เสียงหัวเราะบนความทุกข์” ที่กรีดหัวใจบาดลึกได้อย่างเจ็บปวด...

      ทุกวันนี้ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้แม้ว่าในสภาพความจริงที่ได้ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมถึงการแก้ไขปัญหาโดยมีทุกฝ่ายเพียรพยายามร่วมกันจับมือกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ขับเคลื่อนความสุขสู่ ทุกครอบครัวตามโครงการต่างๆ ของรัฐบาลไปพร้อมกับการส่งเสริมศาสนกิจของทุกศาสนาและการสนับสนุนด้านการศึกษาให้กับเยาวชนอนาคตของชาติซึ่งได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจนถึงวันนี้    และสิ่งที่เห็นชัดในห้วงสองปีที่ผ่านมาด้านมิติ “การพัฒนา” ได้เกิดการพลิกโฉมพื้นที่อย่างเห็นได้ชัด  ทั้งใน “มหภาค” หรือ ในมิติภาพรวมที่ได้ดำเนินการก่อรูปสร้างสิ่งต่างๆ  เพื่อเปิด  “พื้นที่สีทอง จชต.”  สู่เศรษฐกิจโลกอันส่งผลดียิ่งโดยตรงต่อพี่น้องประชาชนใน “การสร้างงาน สร้างอาชีพ” ต่อไปในอนาคตได้อย่างยั่งยืนซึ่งนี่คือพื้นฐานหลักสำคัญแห่ง  “ความสุขที่แท้จริง” ในเรื่องปากท้องซึ่งเป็นสิ่งที่ สำคัญเหนือกว่าสิ่งใดในการดำรงของทุกชีวิต รวมไปถึงการแก้ไขปัญหาในระดับ “จุลภาค” หรือในมิติท้องที่ท้องถิ่น ซึ่งตลอดห้วงเวลาที่ผ่านมาทุกภาคส่วนรวมถึงองค์กรต่างๆ ยังคงเดินหน้าเข้าหาพี่น้องประชาชนโดยมีภาครัฐเป็นแกนหลักสำคัญในการขับเคลื่อนให้เกิด “การสร้างรายได้” ที่ยั่งยืนตามกรอบแนวคิด “ประชารัฐ” ซึ่งคือการที่ภาครัฐให้ความช่วยเหลือเติมเต็มส่วนหนึ่งไปพร้อมกับพี่น้องประชาชนที่มีส่วนร่วมออกเงินทุนที่มีอยู่เพื่อสร้างอาชีพของตนเองไว้ใช้เลี้ยงดูครอบครัวตามความต้องการ ความถนัดของแต่ละคนที่ย่อมต้องสอดคล้องกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่และสภาพแวดล้อมเพื่อให้เกิดความยั่งยืนและเป็นอาชีพหลักต่อไปในอนาคตได้  โดยความสำเร็จต่างๆ นี้ ต้องยอมรับกันว่า สิ่งสำคัญยิ่งคือ “พี่น้องประชาชน”ที่ให้ความร่วมมือพร้อมก้าวเดินเข้ามามีส่วนร่วมแรงร่วมใจไปกับเจ้าหน้าที่จนทำให้ทุกวันนี้พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เดินหน้าไปสู่ความเจริญรุ่งรุ่งและความสันติสุขแห่งความรักและความสามัคคี  แต่ถึงกระนั้น ในขณะที่สังคมอบอวลไปด้วยความสุขของพี่น้องประชาชนที่ได้มุ่งสู่การเรียนรู้ในการสร้างอาชีพไปพร้อมกับการเข้าใจสิ่งที่ถูกต้องและรู้ถึงความจริงที่ ทุกฝ่ายต่างมุ่งเพียรพยายามออกเผยแพร่ “ความจริงความถูกต้อง” เพื่อสร้างการรับรู้ให้พี่น้องประชาชนที่เคยถูกหลอกใช้หลอกลวงด้วย “ชุดความรู้เท็จ” ทั้งในเรื่องหลักคำสอนตามศาสนาหรือการดำเนินงานโครงการต่างๆ ที่ล้วนส่งผลต่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชน หรือการชี้แจงกรณี   ข่าวเท็จ ข่าวลวงต่างๆ ออกเผยแพร่สู่สาธารณชนเหล่านี้ล้วนเพื่อเป็นการปกป้องและป้องกันการเกิดความเข้าใจผิดซึ่งทำให้สังคมต่างรับรู้ “ความเป็นจริง”  จนทำให้ “กลุ่มคนพวกจ้องทำลาย” และทุกกลุ่มคนผู้ไม่หวังดีที่มีแต่ความเห็นแก่ตัวทั้งหลายนั้นออกกระจายแพร่เชื้อร้ายด้วย “ชุดทำลายความสุข” เพื่อโจมตีเพ่นพ่านสู่  “สังคมออนไลน์” รายวัน และในหลายลมเน่าแห่ง “ข่าวลือ ข่าวเท็จ ข่าวลวง” กลับพบว่ามีผู้คนนักนิยมแชทในกลุ่มสังคมออนไลน์ต่างๆ เกิดพลั้งเผลอจนตกเป็น “เครื่องมือมนุษย์” ที่ได้ทำลายความสุขความเจริญส่วนรวมไปโดยไม่รู้ตัว  ซึ่งนี่คือ “ภัยคุกคาม” ตัวฉกาจที่ทำลายความสุขและสร้างความอลหม่านได้หากเมื่อสังคมยังคงเสพ “ข่าวสาร” อย่างไร้สติเช่นนี้  โดยตัวอย่างที่เกิดขึ้นและมีให้เห็นกันเกลื่อนว่าแค่ใน “หนึ่งข่าวสาร” ได้ถูกเติมสีใส่ไข่และส่งต่อเป็นลูกโซ่ออกไปไกลจนทำให้ข่าวเดียวกันนี้กลับมีเนื้อหาแตกต่างไม่เหมือนกันและ “สังคม” ไม่พ้นความสับสนวุ่นวายซึ่งในหลายครั้งบางคน “นักนิยมแชท” กลับใช้เวลาทั้งวันง่วนล่าหาความจริงติดแง็กอยู่บนท้องถนนสายออนไลน์จนหลงลืมงานต่างๆ แม้กระทั่งหุงหาข้าวปลาให้ลูกน้อยที่กำลังจะกลับจากโรงเรียน   เช่นนี้แล้ว  “ความสุข”  ของสังคมและตัวเราเองนั้น “มันอยู่ไหนกันเล่า...    นอกจากนี้ สิ่งเลวร้ายใน “ภัยคุกคาม” จาก “ข่าวลือ ข่าวลวง ข่าวเท็จ” ที่ไม่อาจมองข้ามคือผลกระทบต่อความสุขความสัมพันธ์อันดีงามของเจ้าหน้าที่กับพี่น้องประชาชนที่หลายคนรู้จักมักคุ้นกันมาเนิ่นนานทั้งเคยร่วมงานสรรสร้างช่วยเหลือแบ่งปันสังคมในอดีตนั้นกลับถูกลืมไปพร้อมกับความเชื่อใน “คำลมเน่า เงาปีศาจ” ที่แทบจะทุกวันจะออกเพ่นพ่านอาละวาดหาเหยื่อใน “สื่อสังคมออนไลน์” มันจึงเป็น “ภัยคุกคาม” ความสงบสุขและความเจริญต่างๆ ที่คอยบดบังความดีงามจนทำลายบรรยากาศแห่งความรักความสามัคคีของผู้คนส่วนรวมให้เกิดสับสนวุ่นวายและไม่พ้นต้อง“ว้าวุ่นใจ” ในเรื่องไม่เป็นเรื่อง  แต่มันกลับได้ทำลายสิ่งดีงามอันยิ่งใหญ่ที่มีอยู่ทั้งยังทำลายความเชื่อมั่น ภาพลักษณ์ศักดิ์ศรีและความผูกพันของเจ้าหน้าที่ หน่วยงานรัฐและองค์กรต่างๆ ที่สำคัญคือความมุ่งหมายทำร้าย “คนดี” เพื่อเขี่ยกรุยทางให้คนเลวได้เข้าจับจองรอจังหวะกอบโกยแสวงประโยชน์โดยง่ายไปอย่างช้าๆ  ซึ่งที่ผ่านมา การที่ผู้เสียหายหลายคนรวมถึงหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ที่ตกเป็นเป้าหมายอ่อนแอในการโดน “สังคม” รุมประณามโจมตีหลบลู่ดูหมิ่นด้วยเหตุจากแค่ “ความเข้าใจผิด” หรือการหลงเชื่อคำลวงนั้นย่อมมิอาจลุกขึ้นต่อสู้ชี้แจงความเป็นจริงความถูกต้องตามกระบวนการของกฎหมายที่บัญญัติไว้ได้ เหตุเนื่องจากผู้กระทำความผิดนั่นคือ “พี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์” รวมถึงมิตรสหายผู้ร่วมงานร่วมชายคาเดียวกันซึ่งถูกชักจูงหลอกล่อหลอกลวงจนติดบ่วงใน “กลลวง” ของกลุ่มผู้ไม่หวังดีซึ่งได้วาง กับดักเอาไว้เพื่อคอยปั่นป่วนตีรวนและจ้องไล่ต้อนผู้คนในสังคมที่ตกเป็นเครื่องมือให้เข้าสู่ประตูตารางห้องขังในคุก โดยอาจหวังว่าให้ผู้เสียหายออกโรงฟ้องร้องเอาผิดจนทำให้เกิดความระหองระแหงในสังคมซึ่งรวมไปถึงความมุ่งหมายให้เกิดรอยร้าวความห่างเหินระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับพี่น้องประชาชน ดังนั้น ผู้เสียหายซึ่งคือส่วนหนึ่งของ “ผู้ได้รับผลกระทบ” ย่อมจำต้องใช้ “สติ” ตรึกตรอง “การกระทำ” ที่จำต้องคำนึงถึงผลเสียส่วนรวมในสังคมและประเทศชาติที่อาจเกิดขึ้นตามมาได้  และนี่เองคือเหตุผลส่วนหนึ่งที่ “ทำไม...” หลายกรณีที่ถูกถาโถมโจมตีอย่างไร้มูลความจริงแต่ผู้เสียหายกลับ    จำฝืนอดทนนิ่งเฉย ซึ่งนั่นย่อมมิใช่การ “ก้มหน้ายอมรับ” คำใส่ร้ายเหล่านั้นแต่ด้วย “ความเข้าใจ” อย่างมีสติในเหตุและผลที่เกิดขึ้นนี้นั่นเอง  นอกจากนี้  ในประเด็นของความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน      ไม่ถูกต้องในบรรดา “กลุ่มคนนักนิยมแชท” ที่ต่างหลงเชื่อว่า “แค่คำโพสต์แสดงความคิดเห็น” ไม่ผิดกฎหมายนั้นยังเป็นข้อถกเถียงบ้างว่าผิดบ้างว่าไม่ผิดจน “นักนิยมแชท” เกิดย่ามใจถาโถมกระหน่ำความเห็นอย่างบ้าคลั่ง  ซึ่งในคำตอบว่า “ผิดหรือไม่นั้น” อยากให้สังคมลองมองว่าหากได้มีการกระทำเช่นนี้ไม่ว่าโพสต์แสดงความคิดเห็นส่วนตัว  การส่งต่อข้อมูลเท็จไม่เป็นความจริง หรือสิ่งใดๆ ที่ทำแล้วส่งผลเสียต่อบุคคล องค์กรหรือบุคคลอื่นในทุกช่องทางการสื่อสารทางอิเล็คทรอนิกส์หรือแม้กระทั่งการต่อว่าด่าทอออกความเห็นในข่าวเท็จข่าวลวง ลมๆ แร้งๆ โดยในทุกการกระทำที่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสินค้าและบริการ หรือร้านค้า หรือบุคคลอื่น หรือแม้กระทั่งเกิดกับ “ตัวเราเอง แล้วเราจะยอมไหม” แต่ที่แน่ๆ คือบรรดาเจ้าของสินค้า บริษัทห้างร้านต่างๆ ที่เสียหายคงไม่นิ่งเฉยและเหล่าเจ้าของ “วลีนักแชท” เหล่านั้นคงต้องเตรียมชี้แจงต่อหน้าบัลลังก์ศาลในไม่ช้า  คราวนี้คงมิต้องโต้เถียงแล้วว่า “ตกลงแค่ความคิดเห็นผิดหรือไม่”    แม้ว่า “ภัยคุกคาม” ความสุขในสังคม จชต. จาก “ข่าวลือ ข่าวเท็จ ข่าวลวง” เหล่านี้จะเกิดดาษดื่น  แต่สิ่งที่สามารถกำจัดทุกภัยร้ายได้ดีที่สุดคงหลีกไม่พ้น “ใจตัวเราเอง” ซึ่งเมื่อทุกคนในสังคมได้ “เปิดใจรับ และวางบางสิ่ง” อย่างปัญญาชนด้วยสติพร้อมใจมั่นหมั่นจดจำความดีงามที่มีอยู่อย่างมิหลงลืมแล้ว เชื่อได้ว่า ด้วยพลังความรักและสามัคคีของพี่น้องประชาชนทุกคน      ทุกศาสนาย่อมสามารถปกป้องรักษา “สันติสุข” ที่มีอยู่ในสังคมเรานี้ไว้ได้ไปพร้อมกับการประสานใจร่วมกับทุกภาคส่วนจับมือเดินหน้าสู่ความ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ด้วย “ใจแน่วแน่” ของเราทุกคนซึ่งคือผู้ดำรงค้ำจุนสังคมและประเทศชาติอันยิ่งใหญ่และเป็นที่รักของพวกเราไว้ได้ตลอดกาลนาน.

โดย  ศูนย์ประชาสัมพันธ์  กอ.รมน.ภาค ๔ สน.