บทความพิเศษ “กองทัพเคียงคู่ประชาชน” ตอนที่ ๕๔ : “อัต-ตักวา” แก่นแท้ของอิสลาม สู่รากฐาน “สันติสุข”

บทความพิเศษ  “กองทัพเคียงคู่ประชาชน”

ตอนที่ ๕๔ :  “อัต-ตักวา” แก่นแท้ของอิสลาม สู่รากฐาน “สันติสุข”

     หนทางแห่ง “ความสงบสุข” ของทุกชีวิตบนโลกต่างล้วนมี “ศาสนา” เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจและนำทางสู่การใช้ชีวิตบนพื้นฐานแห่งคุณงามความดีที่ท่านศาสดาของแต่ละศาสนา ได้ประทานสอนสั่งผู้ศรัทธาให้รู้จักและเข้าใจความจริงของ “ชีวิต” ที่ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมกับ สิ่งต่างๆ  บนโลกซึ่งทุกคนสามารถเรียนรู้และซึมซับสิ่งดีงามนำ “ความดี” เอาชนะต่อสู้กับปัญหาอุปสรรคด้วยจิตตั้งมั่นไม่โอนเอนลู่ตามสิ่งยั่วยุแห่งความเลวร้ายเป็น “ปัญญาชน” ที่ได้ร่วมกัน สรรสร้างจรรโลง “สิ่งดีงาม” ที่ยังคงค้ำจุนความสงบสุขบนโลกใบนี้... โดยในแต่ละ “ศาสนา” ต่างมี “สาสน” หรือข้อวัตรปฏิบัติซึ่งบัญญัติไว้ใน “คัมภีร์” (religious  text) เป็นตำราอธิบายหลักคำสอนของท่านศาสดาที่มีความหมายสำคัญอันยิ่งใหญ่ของแต่ละศาสนาไม่ว่าจะเป็นพระไตรปิฎก อัลกุรอาน  ไบเบิล  หรือพระเวทในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู  โดยผ่านการถ่ายทอดสู่กิจกรรม ประเพณี  ข้อห้าม ข้อปฏิบัติให้ผู้ศรัทธาได้ศึกษาเข้าใจความหมายที่แท้จริงถูกต้องพร้อมนำมาเป็นแนวทางปฏิบัติตนใช้ชีวิตร่วมกันกับหมู่มวลมนุษย์ในสังคมได้อย่างสงบสุข โดยทุกคนล้วนสามารถปฏิบัติศาสนกิจตามหลักคำสอนทางศาสนาที่ตนเองเคารพศรัทธาซึ่งล้วนต่างมีหลักปฏิบัติให้ทุกคนละเว้นความชั่วจากการกระทำที่เป็น “บาป”  เล็กและใหญ่ด้วยจิตใจตั้งมั่นสู่การกระทำความดีเผื่อแผ่แบ่งปันเสียสละเอื้ออาทรไม่เบียดเบียน  เฆ่นฆ่า ข่มเหง รังแก กลั่นแกล้ง แย่งชิง สร้างความทุกข์ร้อนให้กับผู้อื่นและสังคมส่วนรวมจะนำมาซึ่งการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขบนพื้นฐาน “เมตตาธรรมค้ำจุนโลก” ซึ่งคือ “แก่นแท้ของทุกชีวิตตามหลักคำสอนที่ถูกต้องของทุกศาสนา... และปี ๒๕๖๑ นี้ ตามปฏิทินอิสลามซึ่งตรงกับห้วงเดือนพฤษภาคม  ซึ่งเป็นห้วงสำคัญยิ่งของชาวมุสลิมทั่วโลกในการปฏิบัติศาสนกิจอันสำคัญในเดือนรอมฎอน นั่นคือ  “การถือศีลอด” ซึ่งเป็นข้อวัตรปฏิบัติที่ ๔  ในหลักศาสนบัญญัติ ๕ ประการของศาสนาอิสลาม ที่องค์อัลลอฮฺ () ได้กำหนดไว้ตามวัจนะของพระองค์ที่ทรงตรัสไว้ว่า

     “ เดือนรอมฏอนนั้น  เป็นเดือนที่อัลกุรอานถูกประทานลงมาเพื่อเป็นข้อชี้แนะแก่มวลมนุษยชาติ และเป็นหลักฐานอันชัดเเจ้งเกี่ยวกับข้อชี้แนะนั้น และเกี่ยวกับสิ่งที่จำแนกระหว่างความจริง กับ ความเท็จ  ดังนั้น  ผู้ใดในหมู่พวกเจ้าเข้าอยู่ในเดือนนั้นแล้วก็จงถือศีลอดในเดือนนั้นเถิด…”

     ในกิจกรรมแรกของเดือนรอมฎอนนั้นคือ การกำหนดวันเริ่มต้นซึ่งจะใช้วิธีการ “ดูดวงจันทร์เสี้ยวแรก” หรือ  “ฮีลาล” โดยปีนี้ สำนักจุฬาราชมนตรีได้ออกประกาศกำหนดวันฮีลาลซึ่งตรงกับวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๑  จึงทำให้ห้วงเวลาโพล้เพล้ในวันดังกล่าวบนลานเขา  อำเภอยะหา   จังหวัดยะลา  สถานที่  “ดูดวงจันทร์” ต่างแน่นขนัดไปด้วยผู้คนทุกศาสนาทั้งที่อยู่ใกล้และไกลซึ่งต่างเดินทางมาร่วมกันเป็นสักขีพยานการ  “ดูดวงจันทร์”  ซึ่งเป็นประเพณีทางศาสนาอิสลามที่ได้รับ ความสนใจเป็นอย่างมากในทุกปี  หลังจากนั้น  สำนักจุฬาราชมนตรี  ได้ออกประกาศให้ในวันที่ ๑๗  พฤษภาคม  ๒๕๖๑  นับเริ่มต้นเป็นวันที่ ๑ เดือนรอมฎอน  (رمضان‎) ฮิจเราะห์ศักราช ๑๔๓๙ หรือเป็นเดือนที่ ๙  ตามปฏิทินอิสลามซึ่งจะมีระยะเวลาประมาณ  ๒๙ - ๓๐ วัน โดยความหมายเดือนรอมฎอนนั้น ถือเป็นเดือนอันศักดิ์สิทธิ์บริสุทธิ์ประเสริฐด้วยความดียิ่งที่ผู้ศรัทธาชาวมุสลิมต่างปฏิบัติศาสนกิจอย่างเคร่งครัดเพื่อสรรเสริญรำลึกถึงห้วงเวลาที่พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานคัมภีร์อัลกุรอ่าน ให้เป็นธรรมนูญชีวิตแด่ชาวมุสลิมทุกคนด้วยการ  “ถือศีลอด”  ตลอดวันเวลาของเดือนรอมฎอน ด้วยศรัทธาและความเคารพยำเกรง  หรือเรียกว่า “ตักวา”  ของชาวมุสลิมทั่วโลกจึงได้ปฏิบัติตนตามพระบัญญัติของพระองค์ซึ่งมุ่งหมายให้มุสลิมได้หยั่งรู้ถึงความยากลำบาก สร้างความอดทนด้วยจิตใจแน่วแน่รู้ผิดชอบชั่วดี มีสติยับยั้งอารมณ์โกรธและสำนึกในสิ่งที่ตนกระทำเพื่อฝึกฝนให้เกิดความอดทนอุตสาหะ พากเพียรประพฤติตนตามหลักคำสอนที่ถูกต้องด้วยการทำความดีและมีจิตอันพรั่งพร้อมด้วยความเมตตา  เสียสละ เอื้อเฟื้อเจือจุน  โอบอ้อมอารีแด่ผู้ที่ด้อยโอกาส  รวมถึง  การถือศีลอดนั้นยังสอนให้ชาวมุสลิมมีความเข้มแข็งอดทน ขจัดความอิจฉาริษยา  ความหลงตัวตน  ลดความตระหนี่ ความละโมบออกจากใจได้ และยังทำให้เกิดการสำเหนียกในตัวตนเสมอถึงการมี  “ตักวา” อันเป็นความยำเกรงต่อเอก องค์อัลลอฮ  อย่างจริงใจและนำไปสู่  “อัต-ตักวา” หรือการประพฤติปฏิบัติตน ในสิ่งดีงาม  งดเว้นการกระทำสิ่งเลวร้ายต่างๆ  ตามข้อห้ามที่พระองค์ทรงประทานบัญญัติไว้อย่างถูกต้อง  ซึ่งผู้ที่กระทำ “บาป” น้อยใหญ่อันฝ่าฝืนบัญญัติอันศักดิ์สิทธิ์นั้นจะต้องรับโทษทัณฑ์ในการกระทำที่ไม่เคารพยำเกรง  โดยเฉพาะยิ่งกับบรรดาพวกหมู่มารพวกไร้ศาสนาที่นำหลักคำสอนอันศักดิ์สิทธิ์ไปบิดเบือน ชี้นำหลอกลวง เป็นการกระทำของพวก “ชาวนรก” ที่ไม่ต่างกับ “ชัยฎอน” ซึ่งได้ทำลายและย่ำยีศาสนาอันศักดิ์สิทธิ์อย่างไม่ยำเกรง  ดังนั้น  การทำความดีตามหลักคำสอนที่ถูกต้องหรือ “อัต-ตักวา” จึงเป็นแก่นแท้อันบริสุทธิ์ที่เปรียบได้ดั่งการได้ทำ  “ดุอาอฺ”  دعاء  หรือการวิงวอนจากอัลลอฮฺที่พระองค์ย่อมไม่ทรงทอดทิ้งและจักประทานบันดาลพรให้  ดังเช่นที่ได้ทรงตรัสไว้ว่า

      ... แท้จริงบรรดาผู้ที่มีความ ตักวา นั้น เมื่อมีคำชี้นำใด ๆ จากชัยฏอนประสบแก่พวกเขา  พวกเขาก็รำลึกได้แล้ว  ทันใดพวกเขาก็มองเห็น..." หรือในคัมภีร์อัลกุรอาน (ซูเราะฮ์ อัล-อะลิอิมรอน โองการที่ 120) ซึ่งระบุไว้ว่า  "... และถ้าหากพวกเจ้าอดทนและยำเกรงแล้วไซร้  อุบายของพวกเขาย่อมไม่เป็นอันตรายแก่พวกเจ้าแต่อย่างใด" ...   

     นอกจากนี้  ท่านนบีมูฮำหมัด ได้กล่าวถึง “ตักวา” ไว้ว่า" มนุษย์ที่มีเกียรติที่สุด คือผู้ที่มีความ ยำเกรง (พระเจ้า) มากที่สุดในหมู่พวกเขา " อีกทั้ง เหล่าบรรดาศอฮาบะฮ์  ที่กล่าวว่าการตักวา  คือ “การที่บ่าวคนหนึ่งได้มีความยำเกรงต่ออัลลอฮ์ ด้วยการละทิ้งทุกอณูแห่งความผิดบาป สู่การปฏิบัติตามข้อบัญญัติของพระองค์...” (ที่มา: คำกล่าว ท่านอบีดัรดาฮ์  รอดิยัลลอฮูอันฮู) การทำ “อัต-ตักวา” ในช่วงเดือนรอมฎอนอันประเสริฐยิ่งนี้จึงเป็นศาสนกิจสำคัญของชาวมุสลิมทั่วโลกที่เมื่อถึงอายุวัยแห่งการบรรลุศาสนภาวะหรือมีอายุตั้งแต่ ๑๕ ปีขึ้นไป หรือถ้าเป็นสตรีให้นับเริ่มปฏิบัติตั้งแต่ปี  ที่เริ่มมีประจำเดือนทุกคนต้อง “ถือศีลอด” แต่มีข้อยกเว้นไม่ต้องถือบวชซึ่งได้แก่ หญิงตั้งครรภ์ เด็ก  ผู้ป่วย คนชรา และผู้เดินทาง รวมถึง อนุโลมให้หญิงที่อยู่ระหว่างมีรอบเดือน  (แล้วแต่กรณี) โดยผู้ที่ขาดการถือศีลอดไม่ครบตามเวลานั้นเมื่อเสร็จกิจแล้วจักต้องทำการถือศีลอดชดเชยให้ครบภายในปีเดียวกันนั้น ซึ่งการถือศีลอดหรือที่ชาวมุสลิมชายแดนใต้เรียกกันว่า “ปอซอ” ในเดือนรอมฎอนนั้นจะเริ่มตั้งแต่ห้วงรุ่งอรุณไปจนถึงตะวันลับขอบฟ้าหลังจากเวลานี้ ผู้ถือศีลอดจะเริ่ม “ละศีลอด” หรือ “แก้บวช”  โดยส่วนใหญ่จะแก้บวชก่อนถึงเวลาการละหมาดย่ำค่ำที่เรียกว่า “ละหมาดตะรอเวียะห์” ซึ่งในทุกค่ำคืนของทุกมัสยิดนั้นต่างจะเต็มไปด้วยชาวมุสลิมที่มี “ตักวา” อันประเสิรฐที่เดินทางมาร่วมทำการ  “ละหมาดตะรอเวียะห์”  และการ “ดุอาอฺ” ขอพรต่อพระผู้เป็นเจ้าเป็นภาพความศรัทธาอันบริสุทธิ์ของวิถีการครองตนสู่การกระทำความดี ซึ่งหลักของ “การถือศีลอด” นั้นจะต้องปฏิบัติด้วยการงดดื่ม-กิน อาหาร เครื่องดื่ม  งดเว้นการร่วมประเวณีและไม่กระทำทุกสิ่งอันมิใช่บัญญัติ หรือการฝ่าฝืนคำสั่งของพระองค์ด้วยการไม่กระทำ ทางมือ : ไม่ทำร้าย/ขโมย ทางเท้า : ไม่ย่ำไปสถานที่ต้องห้าม ทางตา : ไม่จับจ้องดูสิ่งลามก ทางหู : หลีกเลี่ยง ไม่รับฟังการนินทา ว่าร้าย  ทางปาก : ไม่พูดหลอกลวงโกหก ใส่ร้าย ส่อเสียด หยาบคาย หรือการพูดในสิ่งไร้สาระ และทางใจ : ระงับความคิดฟุ้งซ่านที่ก่อให้เกิดสิ่งไม่ดีต่างๆ  ทั้งระงับความโกรธ  เกลียดชัง  อาฆาต  ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือ “ธรรมนูญแท้จริงของชีวิต” ที่ชาวมุสลิมได้ปฏิบัติตนเองอยู่ในกรอบอันถูกต้องของ อิบาดะฮฺ  ที่บัญญัติไว้ในหลักคำสอนศาสนาที่ถูกต้อง  จากข้อปฏิบัติข้างต้นนี้ ยังมีอีกหนึ่งธรรมเนียมปฏิบัติที่สร้างความสุขสู่สังคมส่วนรวมนั่นคือการบริจาคทาน หรือเรียกว่า “ซากาจ” ที่ชาวมุสลิมต่างร่วมกันแบ่งปันบริจาคทานให้กับสังคมส่วนรวม  และด้วยความรักความผูกพันของผู้คนต่างศาสนาที่ทุกปีมิตรสหายและผู้คน  ที่รู้จักทั่วไปต่างเตรียมสิ่งของจำเป็นต่างๆ  ไปมอบให้ผู้ศรัทธาชาวมุสลิมที่ “ถือศีลอด” รวมถึง  นำไปมอบให้มัสยิดและผู้ด้อยโอกาสต่างๆ  พร้อมกับการร่วมรับประทานอาหารมื้อแรกของวันในเวลา การ “ละศีลอด” ที่ต่างเป็นบรรยากาศอันอบอวลไปด้วยความรักความสามัคคีที่มิตรสหายต่างศาสนาไม่ว่าจะเป็น พระภิกษุสงฆ์  พุทธบริษัท ชาวไทยเชื้อสายจีนและผู้คนในศาสนาต่างๆ ที่ได้มอบความห่วงใยจากใจในสายใยแห่งความรักความผูกพันที่อยู่ร่วมกันมาแต่ช้านาน

     ในบรรยากาศของพี่น้องชาวมุสลิมทั่วโลกซึ่งต่างทำ “อิบาดะฮ” ต่อพระผู้เป็นเจ้าด้วยจิตใจที่ยึดมั่นใน “ตักวา” อันเป็นแก่นแท้แห่งอิสลามในห้วงเดือนรอมฎอนที่อบอวลไปด้วยกลิ่นไอสวรรค์แห่งความดีที่สรรสร้างจรรโลงคุณค่าแห่งอารยธรรมทางศาสนาสู่วิถีความต้องการในความเป็นจริงแห่ง “สันติสุข” เพื่อครองตนใช้ชีวิตนั้น ท่ามกลางเสียง “อาซาน” แห่งการมุ่งสู่ “สันติสุข” กลับถูกสอดแทรกเสียงแห่งความสูญเสียจากการใช้อาวุธความรุนแรงอย่างท้าทายไร้ความยำเกรงหรือการกระทำสร้างความแตกแยกในความรักแห่งความดีงามที่เกิดขึ้นใน “โลกสังคมออนไลน์” เหล่านี้ ย่อมสะท้อนชัดเจนได้ว่า กลุ่มคนเหล่านี้เป็นผู้ไร้ความศรัทธายำเกรงคือ “ชาวนรก” ที่ไร้แม้แต่ความละอายใจในการกระทำสิ่งเลวร้ายท่ามกลางสิ่งดีงามที่เกิดขึ้นตรงหน้าที่แม้แต่เยาวชนผู้มีศรัทธายังมี “สำนึกดี” และมี “ตักวา” ยึดถือปฏิบัติตนตามพระบัญญัติอย่างเคร่งครัด ซึ่งบรรดาผู้ศรัทธาประชาชาติอิสลามทั่วโลก และพี่น้องประชาชนทุกคนทุกศาสนาต่างแสดงความรังเกียจเหยียดหยามยิ่งในจิตใจชั้นต่ำของพวก “ชาวนรก” ที่ล่วงเกินความดีงามในศรัทธาอันบริสุทธิ์แห่ง “เดือนรอมฎอน อันประเสริฐยิ่ง”  โดยบรรดาผู้โอหังไร้ความยำเกรงเคารพเหล่านี้ จักต้องได้รับการพิพากษาได้รับการลงโทษและการเพิ่มโทษแห่งไฟนรกซึ่งจะถูกโยนเข้าไปอยู่ในนรกอันต้อยต่ำ ทั้งในดุนยา และ อาคิเราะห์ อย่างที่ไม่มีผู้ใดจะหลีกเลี่ยงหนีพ้นไปได้  ดังเช่นที่ปรากฏเป็นคำสอน ได้แก่

     อัลลอฮฺ ตรัสไว้ว่า   “...บรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธาและไม่เชื่อบรรดาโองการของเรานั้น ชนเหล่านี้คือ “ชาวนรก” โดยที่พวกเขาจะอยู่ใน นรก ตลอดกาล...”” (อัลบะเกาะเราะฮฺ 2 : 39)

     อัลลอฮฺตะอาลา ตรัสไว้ว่า  “...จงโยนทุกคนที่ปฏิเสธศรัทธาและดื้อรั้น  ผู้ขัดขวางการทำดี  ผู้ฝ่าฝืน  ผู้สงสัย…” (ความส่วนหนึ่งใน กอฟ 50  : 24 - 26)

     “...บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาและขวางกั้นหนทางของอัลลอฮฺ เราได้เพิ่มการลงโทษแก่พวกเขาให้มากขึ้นเนื่องจากเขาได้ก่อความเสียหาย”...” (อันนะหฺลฺ 16: 88)

     ในโลกแห่งความศรัทธาของชาวมุสลิมที่ต่างหล่อรวมหัวใจด้วยความบริสุทธิ์และการหมั่นกระทำความดีตามหลักคำสอนศาสนาที่ถูกต้องอันเป็นเครื่องค้ำชู “สันติสุข”  ซึ่งในทุกขณะแห่งการตั้งจิต “ดุอาอฺ”  دعاء  หรือการสวดวิงวอนขอพรจากเอกองค์อัลลอฮฺ  ที่ชาวมุสลิมต่างวิงวอนพระองค์ทรงโปรดประทานพรตามที่ตนปรารถนาแล้ว “ความสงบสุข” ยังเป็นพรประการหนึ่งที่ ชาวมุสลิมร่วมตั้งจิต  “ดุอาอฺ”  เพื่อให้ทุกชีวิตได้ร่วมอยู่ในวิถีทางแห่งความสุข ความเสียสละ เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ อันเป็นสายใยแห่งความรักความผูกพันและความสามัคคีของหมู่มวล  มิตรสหายทุกศาสนาที่อยู่ร่วมกัน  ซึ่งสิ่งนี้ย่อมคือ วิถีแห่งชีวิตที่ทุกคนปรารถนาตามแนวทาง “อิสลาม”  ที่มีความหมายชัดเจนว่า “สันติสุข” บนความหลากหลายในสังคมพหุวัฒนธรรม จังหวัดชายแดนภาคใต้แห่งนี้ ดังคำสอนในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน ซูเราะฮ์ อัล-หุญุร๊อต โองการที่ 13 ที่พระองค์ประทาน  คำสอนไว้ว่า

" โอ้มนุษย์ชาติทั้งหลาย แท้จริงเราได้สร้างพวกเจ้าจากเพศชาย และเพศหญิง

และเราได้ให้พวกเจ้าแยกเป็นเผ่า และตระกูล เพื่อจะได้รู้จักกัน

แท้จริงผู้ที่มีเกียรติยิ่งในหมู่พวกเจ้า ณ ที่อัลลอฮ์นั้นคือ ผู้ที่มีความยำเกรงยิ่งในหมู่พวกเจ้า"

ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า